“ไดกิ้น” ปักหมุดตลาดอาเซียน ทุ่ม 150 ล้านรีเฟรชแบรนด์รุกไทย(27-ก.พ-15)

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์    
26 กุมภาพันธ์ 2558 15:59 น. (แก้ไขล่าสุด 27 กุมภาพันธ์ 2558 10:29 น.)
 
        ไดกิ้นปักหมุดลุยอาเซียน เพิ่มโรงงานจับฐานในแต่ละประเทศมากขึ้น คาดปีนี้โตอีก 10% พร้อมเพิ่มสัดส่วนรายได้เป็น 20% จากทั่วโลก ส่วนในไทยอัดเต็มทุ่ม 150 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3 เท่า บูมการตลาดเต็มศึก หวังกวาดรายได้ปี 58 ทะลุ 9,500 ล้านบาท 
       
       นายบัณฑิต ศรีวัลลภานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดอาเซียนเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดของไดกิ้นทั่วโลก ปีละไม่ต่ำกว่า 10% ซึ่งปัจจุบันได้ให้ความสำคัญต่อตลาดนี้มากขึ้น มีการเพิ่มฐานกำลังการผลิตในบางประเทศเพื่อสนับสนุนตลาดในประเทศมากขึ้น เช่น อินเดีย
       
       ส่วนในเออีซีพบว่าตลาดในไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย มีขนาดใหญ่สุด รองลงมาคือ สิงคโปร์และมาเลเซีย ทั้งนี้ หลังเปิดเออีซีหวังว่าตลาดแอร์จะรวมเป็นตลาดเดียวกันอันจะเอื้อต่อการผลิตที่มีต้นทุนถูกลงและสร้างยอดขายได้ดีขึ้น จากปัจจุบันยอดขายของอาเซียนคิดเป็น 15% ของระดับโกลบอล โดยยอดขายอันดับ 1 ยังคงมาจากญี่ปุ่น 35% จีน 2% ยุโรป 17% และอื่นๆ อีก 30%
       
       นายสมพร จักรีนภาวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าวต่อว่า ในส่วนของตลาดไทย ปีนี้ถือเป็นปีที่ 2 ที่ไดกิ้นหวนกลับมาทำตลาดอย่างจริงจังภายใต้งบการตลาดกว่า 150 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3 เท่าตัว จากปีก่อนใช้เพียง 40-50 ล้านบาท เพื่อต้องการรีแบรนดิ้งและรีเฟรชแบรนด์ ปรับภาพลักษณ์องค์กร สื่อสารในวงกว้าง พร้อมปรับหน้าร้านไดกิ้นให้น่าสนใจมากขึ้น
       
       ส่วนของสินค้าใหม่ปีนี้พร้อมนำเสนอเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่คือ ไดกิ้น เอกิระ ราคาตั้งแต่ 40,000 บาทขึ้นไป เชื่อว่าจะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้สิ้นปีงบประมาณ 2558 (เม.ย.58 - มี.ค.59) จะมีรายได้ถึง 9,500 ล้านบาท หรือสามารถจำหน่ายได้กว่า 3.5 แสนยูนิต จากปีงบประมาณ 2557 ที่จะปิดรายได้ในเดือน มี.ค.58 น่าจะจำหน่ายได้ที่ 2.5 แสนยูนิต หรือทำรายได้ที่ 7,000 กว่าล้านบาท พร้อมมีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็น 25% จากปัจจุบันอยู่ที่ 20%
       
       อย่างไรก็ตาม ปีนี้บริษัทยังพร้อมใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาทสำหรับการรีโนเวต เพิ่มชอปไดกิ้นอีก 4-5 สาขา เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต และหาดใหญ่ เป็นต้น ในโมเดลต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้นด้วย